การเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บข้อมูลของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์
สมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างแรงกดดันต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีทางการสื่อสารสมัยใหม่ส่วนใหญ่ได้พัฒนาให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลแบบ
cloud storage หรือพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ที่เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ขีดความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเครื่องมือสื่อสารอย่างไอโฟน ซัมซุงและแบล็คเบอรี่จะมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลอยู่ระหว่าง 7GB ถึง 64GB ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเหลือเฟือสำหรับผู้ใช้งานปกติทั่วไปแล้ว แต่ทว่า กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ยังมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดระหว่างคนและเทคโนโลยีด้วยการคิดค้นนวัตกรรมล้ำหน้าที่ทำให้ 64GB กลายเป็นตัวเลขที่เล็กลงอย่างน่าตกใจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดภายใต้การนำของจอร์จ เชิร์ช
ได้ทำลายสถิติการเก็บข้อมูลที่เคยมีมาโดยอาศัยประโยชน์จากขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตหรือ DNA เนื่องจากแต่ละหน่วยของ DNA นั้นสามารถรองรับความจุได้ถึง 455,000,000,000 กิกะไบต์ เชิร์ชพิสูจน์ให้เห็นศักยภาพของ DNA ด้วยการฝังหนังสือเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ทั้งเล่มลงในแผ่นไมโครชิป DNA ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี โดยเขาได้ใช้อุปกรณ์สามัญอย่างเครื่องพิมพ์ Inkjet ช่วยในการฝังชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของ DNA สังเคราะห์ลงบนพื้นผิวของไมโครชิปแก้ว และแทนที่จะใช้รหัสฐานสองของระบบดิจิตอลที่แสดงค่า 1 และ 0 ทีมนักวิจัยได้แปลงข้อมูลให้เป็นรหัสพันธุกรรมอันประกอบด้วยตัวอักษรสี่ตัวคือ A, C, G และ T การอ่านข้อมูลที่เข้ารหัสสามารถทำได้โดยใช้โปรแกรมจัดลำดับของ DNA และคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำหน้าที่เรียบเรียงข้อมูลและแปลงรหัสกลับสู่รูปแบบดิจิตอล

การเก็บตำราเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ทั้งเล่มที่ว่ามา ใช้พื้นที่น้อยกว่าหนึ่งพิโกกรัมของ DNA ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในล้านล้านส่วนของหน่วยกรัมเท่านั้น หมายความว่า โมเลกุลเพียงหนึ่งมิลลิกรัมของ DNA สามารถเข้ารหัสเพื่อเก็บรายละเอียดของหนังสือทุกเล่มในหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน ซึ่งเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและบรรจุหนังสืออยู่ถึง 34.5 ล้านเล่มได้ เชิร์ชเปรียบเทียบระหว่างความคืบหน้าของการพัฒนาวิธีการจัดเก็บข้อมูล DNA กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ว่า ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 1.5 เท่าต่อปี อัตราการพัฒนาระบบข้อมูล DNA จะเพิ่มขึ้นสูงถึง 10 เท่าต่อปี อย่างไรก็ดี เราคงยังไม่ได้เห็นการใช้งานของไมโครชิปแก้ว DNA แทนที่แฟลชไดรฟ์ในอนาคตอันใกล้นี้ โอกาสในการนำนวัตกรรมการเก็บข้อมูลด้วยรหัสพันธุกรรมมาใช้งานจริงนั้นยังค่อนข้างห่างไกลเพราะ ณ เวลานี้ โปรแกรมจัดลำดับของ DNA และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมีราคาสูงเกินเอื้อม อีกทั้งยังต้องการความแม่นยำในการปฏิบัติงานสูง แต่ถ้าไม่นับข้อจำกัดที่ว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะนี้กำลังวิวัฒน์ไปอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มว่าจะมีราคาถูกและมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ ในอนาคต
ที่สำคัญ ขีดความสามารถในการเก็บข้อมูลของไมโครชิป DNA นั้นเหนือกว่าสื่อสารสนเทศทุกประเภทที่เคยมีมาอย่างเทียบไม่ติด คำถามก็คือ เมื่อพิจารณาคุณสมบัติทุกข้อที่กล่าวมา โอกาสในการนำเทคโนโลยีการเก็บข้อมูล DNA มาใช้งานจริงในชีวิตประจำวันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะในทางปฏิบัติ จะมีมนุษย์เดินดินสักกี่คนที่ต้องการใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมากมายมหาศาลขนาดนั้น
ลองคิดภาพสังคมเทคโนโลยีสารสนเทศที่เจริญถึงขั้นที่มนุษย์สามารถโหลดเพลงทุกเพลงหรือบันทึกทุกรายชื่อที่ต้องการบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนแล้วยังเหลือพื้นที่สำหรับเก็บเนื้อหาของหนังสือกว่า 30 ล้านเล่มในชิ้นส่วนไมโครชิปที่มีขนาดเล็กกว่าเล็บมือ หากเป็นเช่นนั้นจริงคงไม่พ้นต้องมีการปรับเปลี่ยน หรืออาจต้องถึงขั้นปฏิวัติวิธีการจัดเก็บ ค้นหา หรือประมวลข้อมูลอย่างถอนรากถอนโคนเพื่อรองรับข้อมูลมากมายเหลือคณานับที่มี บางทีนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อไปในอนาคตอาจหาทางฝังคลังความรู้จากทั่วโลกลงใน DNA ของมนุษย์ก็เป็นได้
ฟังดูแล้วเหมือนเรากำลังหลุดเข้าสู่ห้วงแห่งจินตนาการของนวนิยายวิทยาศาสตร์ก็ไม่ปาน และถ้าวันที่การใช้งานจริงของข้อมูลรหัสพันธุกรรมมาถึงมือผู้บริโภค อนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไร เพราะอย่างที่รู้กันว่าขีดจำกัดการเก็บข้อมูลเป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันห้ำหั่นระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทุกวันนี้ การพลิกผันอย่างใหญ่หลวงในวันที่พื้นที่เก็บข้อมูลของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ใช่ปัญหาที่ต้องใส่ใจอีกต่อไปจึงเป็นสิ่งที่น่าขบคิดอยู่ไม่น้อย
ที่มา: Mavens of London
Like this:
Like กำลังโหลด...